"จงอย่ากลัวที่จะเริ่มต้น จงอย่ากลัวกับการเดินทาง จงอย่ากลัวกับอะไรเพราะความกลัวจะตัดโอกาสของเรา" ข้อคิดดีๆ จาก  ช่อผกา บุญประกอบ นิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามคนเก่ง ผู้มีผลเรียนดี  กิจกรรมเด่น เกียรตินิยมอันดับ 1 นิสิตรางวัลพระราชทาน ระดับอุดมศึกษา ประจำปีการศึกาษา 2563  วันนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับเธอให้มากยิ่งขึ้น ตามเรามาค่ะ



แนะนำตัวเอง
    นางสาวช่อผกา บุญประกอบ ปัจจุบันสำเร็จการศึกษาหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (เกียรตินิยมอันดับ 1)

รายละเอียดรางวัลที่ได้รับ
    ได้รับรางวัลพระราชทาน ในโครงการคัดเลือกนักเรียน นักศึกษา และสถานศึกษาเพื่อรับรางวัลพระราชทานระดับอุดมศึกษา ขนาดใหญ่ ประจำปีการศึกษา 2563 โดยวันที่ 29 ธันวาคม 2564 ได้เข้าเฝ้าฯ เพื่อเข้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งเสด็จฯ แทนพระองค์ ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต กรุงเทพมหานคร ในการพระราชทานรางวัลแก่นักเรียนนิสิต นักศึกษา และผู้แทนสถานศึกษาที่ได้รับรางวัลพระราชทาน ประจำปีการศึกษา 2563

อยากให้เล่าถึงการคัดเลือก มีเกณฑ์ในการคัดเลือกขั้นตอนในการคัดเลือก
    การคัดเลือกนักศึกษาเพื่อรับรางวัลพระราชทานนั้น ผู้เข้ารับการประเมินจะต้องเป็นผู้แทนสถาบันเพียงคนเดียวต่อปีการศึกษา ซึ่งในการคัดเลือกผู้แทนสถาบันในแต่ละสถาบันนั้นจะมีวิธีการและขั้นตอนในการคัดเลือกที่แตกต่างกัน สำหรับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผู้ที่จะเข้ารับการประเมินคัดเลือกผู้แทนสถาบันจะต้องเป็นนิสิตที่ได้รับรางวัลนิสิตต้นแบบ MSU FOR ALL มาก่อนทั้งในระดับคณะและระดับมหาวิทยาลัยจึงจะสามารถเข้าร่วมประเมินเพื่อคัดเลือกผู้แทนสถาบันได้ เมื่อได้เป็นผู้แทนสถาบันแล้ว ผู้แทนสถาบันจะต้องเข้ารับการประเมินจากคณะกรรมการซึ่งมาจากหลายภาคส่วน ในด้านเกณฑ์ในการคัดเลือกนั้นจะมีอยู่ 2 ด้านใหญ่ ๆ คือ 1. คุณลักษณะพื้นฐาน 5 ด้าน ประกอบด้วย 1) การศึกษาเล่าเรียน 2) ทักษะการทำงานและการจัดการ 3) สุขภาพอนามัย 4) คุณธรรม จริยธรรม และ 5) การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม และ 2. ผลงานดีเด่น ซึ่งจะมีรายละเอียดในการประเมินให้อย่างชัดเจน ผู้เข้ารับการประเมินจะมีเวลาคนละ 20 นาที แบ่งเป็นการนำเสนอตนเอง 10 นาที และตอบคำถามอีก 10 นาที 

มีการเตรียมตัวอย่างไรบ้าง
    การเตรียมตัวในการเข้ารับการประเมินรางวัลพระราชทานนั้นก่อนอื่นต้องขอขอบคุณกองกิจการนิสิต พี่ ๆ กลุ่มงานกิจกรรมนิสิต คณาจารย์ และทุกท่านที่เกี่ยวข้องที่ได้บ่มเพาะองค์ความรู้และแนวคิดในหลากหลายเรื่อง หลัก ๆ ในการเตรียมตัวคือการเรียนรู้ถึงรากเหง้าของตนเองอย่างเช่น มหาวิทยาลัยของเรา เรียนรู้ถึงความลึกซึ้งของอัตลักษณ์นิสิต เอกลักษณ์ของมหาวิทยาลัย เมื่อเข้าใจรากเหง้าอย่างถ่องแท้จึงสามารถเข้าใจหรือมองเห็นตนเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ดิฉันมองว่าใจความสำคัญในการประเมินเพื่อรับรางวัลพระราชทานคงเป็นการมองเห็นตนเองอย่างเข้าใจ ว่าเราทำสิ่งใดมาบ้าง สิ่งนั้นมีประโยชน์อย่างไร เข้าใจและประมวลออกมาเป็นเรื่องราวของเราเองที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร แต่เป็นตนเองอย่างมีคุณค่า ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง การเข้าใจตนเอง นำเสนอสิ่งที่เป็นตนเองและผ่านกระบวนการคิดมาแล้วว่ามีประโยชน์อย่างไรนั้นจะทำให้เราสามารถตอบคำถามของกรรมการได้อย่างไม่ลังเลเพราะเกิดจากการลงมือทำสิ่งนั้นจริง ๆ มาแล้ว แต่กว่าจะเข้าใจสิ่งที่ตนเองทำและถอดบทเรียนสำคัญในกิจกรรมนั้น ๆ ได้ส่วนสำคัญอย่างหนึ่งก็ด้วยได้รับความอนุเคราะห์จากท่านคณาจารย์ที่ได้กรุณาให้คำแนะนำตลอดระยะเวลาในการเตรียมความพร้อม



ความรู้สึกเมื่อได้รับการได้รับคัดเลือกให้รับรางวัลพระราชทาน
    รางวัลพระราชทานเป็นรางวัลที่เป็นเกียรติศักดิ์ศรีเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งต่อดิฉัน และครอบครัว และเชื่อว่าคงเป็นความภาคภูมิใจในอีกหลาย ๆ ส่วนด้วยเช่นกัน เท้าความถึงเมื่อขณะที่ดิฉันเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายได้มีโอกาสเป็นตัวแทนนักเรียนโรงเรียนปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ เข้ารับการประเมินนักเรียนเพื่อรับรางวัลพระราชทาน ขณะนั้นทั้งเพื่อน พี่ น้อง ครอบครัว คุณครู และผู้หลักผู้ใหญ่ในอำเภอหลายท่าน ได้ช่วยเหลือ สนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่ในครั้งนั้นได้รับรางวัลชมเชย จึงไม่คาดคิดว่าจะได้มีโอกาสเป็นผู้แทนสถาบันอีก และยังได้รับรางวัลนี้อีกด้วย ดิฉันจึงขอมอบรางวัลนี้แด่ทุกท่านที่ร่วมสนับสนุนมาตั้งแต่ต้น และขอขอบคุณในทุกโอกาส ทุกคำแนะนำ ทุกการสนับสนุนที่มอบให้เสมอมา หากขาดทุกท่านผู้ซึ่งมีพระคุณต่อดิฉันแล้ว คงไม่มีดิฉันในวันนี้เช่นกันค่ะ

ใช้ชีวิตให้มีความสุขในมหาวิทยาลัย มีแบ่งเวลาในการเรียนและการทำกิจกรรมอย่างไร
    ดิฉันมีแนวทางง่าย ๆ แต่อาจทำไม่ง่ายในการดำเนินชีวิตคือ “การเต็มที่กับทุกสิ่งตรงหน้า” เช่น หากเป็นช่วงที่ไม่มีกิจกรรมอะไรก็จงตั้งใจเรียนให้มาก ๆ คิดไว้เสมอว่าเก็บความรู้ให้ได้เยอะ ๆ สะสมผลการเรียนไว้สูง ๆ เพราะเมื่อถึงเวลาที่ไม่สามารถเรียนได้อย่างเต็มที่อย่างน้อยก็มีสิ่งที่สะสมไว้คอยช่วยอยู่ เช่น เมื่อมีงานหรือกิจกรรมที่ต้องทำ ทำให้เรียนได้ไม่เต็มที่อย่างน้อยผลการเรียนก็ไม่ลดไปมาก เป็นต้น สิ่งที่ต้องยอมรับว่าเป็นจริงอย่างหนึ่งก็คือ บางครั้งเราไม่สามารถทำสองสิ่งควบคู่กันไปโดยหวังผลให้ดีเลิศไปเสียหมดได้ ทุกอย่างมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ เมื่อมุ่งมั่นกับสิ่งหนึ่งมาก ๆ อาจทำให้อีกสิ่งหนึ่งถูกลดความสำคัญลงไปบ้าง แต่หน้าที่ของเราก็คือการประคับประคองสองสิ่งนั้นให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ค่ะ

มองอนาคตของเราไว้อย่างไรบ้าง
    หากกล่าวถึงอนาคตตอนนี้ก็ถือว่าเป็นภาพที่ค่อนข้างชัดเจนคือ การบรรจุเป็นข้าราชการครู เนื่องจากดิฉันสอบผ่านการคัดเลือกในโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่นผ่านตั้งแต่อยู่ชั้นปีที่ 1 และได้สอบภาษาอังกฤษตามเกณฑ์ของโครงการผ่านแล้วเมื่อปลายปี 2564 ที่ผ่านมา ตอนนี้เหลือเพียงรอเวลาเพื่อสัมภาษณ์และบรรจุเท่านั้น และแน่นอนว่าในอนาคตอันใกล้นี้ดิฉันก็มีความมุ่งหวังที่จะพัฒนาการศึกษาและสร้างพลังใจให้เด็กนักเรียนทุกคนเห็นและค้นพบความสามารถของตนเองและพร้อมจะสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง ดังที่ดิฉันได้เป็นผู้รับมาโดยตลอดและตระหนักเสมอว่าจุดเริ่มต้นของความเชื่อมั่นนั้นสามารถสร้างพลังและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ 



ข้อคิดดี ๆ ในการดำเนินชีวิต
    ดิฉันไม่มีข้อคิดหรือคติที่ยึดเหนี่ยวอย่างตายตัว เพราะมีคติที่คอยเตือนตนอยู่หลายเรื่องแล้วแต่สถานการณ์แล้วแต่เหตุการณ์ แต่ที่อยากจะส่งต่อมากที่สุดคงจะเป็นคติที่ว่า... “จงอย่ากลัวที่จะเริ่มต้น จงอย่ากลัวกับการเดินทาง จงอย่ากลัวกับอะไรเพราะความกลัวจะตัดโอกาสของเรา” 

คำแนะนำดี ๆ จากพี่ถึงน้อง
    ในฐานะรุ่นพี่คนหนึ่ง สิ่งที่อยากจะแนะนำน้อง ๆ มากที่สุดคือ การเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เข้าไปเรียนรู้และลองทำสิ่งใหม่ ๆ หรือแม้อาจจะไม่ใช่สิ่งใหม่ก็ตาม การลงมือทำจะช่วยให้เราเห็นเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้น จากที่เป็นไปไม่ได้ก็อาจจะเป็นไปได้ จากที่ไม่มั่นใจก็อาจจะมั่นใจมากขึ้น อย่ากลัวที่จะถาม อย่ากลัวที่จะถูกตำหนิ อย่ากลัวที่จะผิดพลาด เพราะเราก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งที่ผิดพลาดได้ และเมื่อนั้นเราจะได้เรียนรู้ เข้าใจ และเติบโตต่อไปอย่างมีภูมิคุ้นกันค่ะ