นักวิจัยมหาวิทยาลัยยังคงเดินหน้ามุ่งทำหน้าที่สนับสนุน หรือสร้างผู้ประกอบการทางสังคม 
(Social Entrepreneurship) และเพื่อสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยปรับตัวเองสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการสร้างผู้ประกอบการ สร้างสรรค์งานวิจัย และนวัตกรรมที่สามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ท่ามกลางการการถูก Disruption ของธุรกิจหลาย ๆ ธุรกิจ โดยร่วมมือสหภาพยุโรป พัฒนา สร้าง ผู้ประกอบการทางสังคม (Social Entrepreneurship) สมุนไพรไทย และสร้างมูลค่าเพิ่มกับผลผลิตทางการเกษตร ภายใต้การนำของ รศ.ดร.ชลธี โพธิ์ทอง

         
             แน่นอนว่าประเทศไทยเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยนานาพืชสมุนไพร ที่มีคุณประโยชน์นานาประการ ที่สามารถนำมาเป็นยารักษาโรคต่างๆ และยังสามารถนำมาใช้แปรรูปได้อีกหลายชนิด  อีกทั้งเป็นที่จับตามองของประเทศเพื่อนบ้าน และขิงก็เป็นพืชสมุนไพรเศรษฐกิจอีกหนึ่งชนิดที่กำลังเป็นที่นิยมของทุกคนในปัจจุบัน และอีกหนึ่งผลผลิต และผลิตภัณฑ์จากขิงที่ปลูกได้คุณภาพของไร่สดใสของอำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม



ชื่อโครงการ และผู้รับผิดชอบ
Project : Strengthening innovative social entrepreneurship practices for disruptive business settings in Thailand and Myanmar

กล่าวถึงที่มาของโครงการ
โครงการ STEP uP เป็นโครงการที่ร่วมมือกันระหว่างประเทศที่อยู่ในสหภาพยุโรป (ได้แก่ 
     ออสเตรีย โปร์แลนด์ และเนเธอร์แลนด์) และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ได้แก่ ประเทศไทย และประเทศพม่า) ซึ่งประเทศไทยมีสถาบันอุดมศึกษาเข้าร่วมทั้งสิ้น 4 มหาวิทยาลัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยพายัพ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยบูรพา โครงการ STEP uP ระยะเวลาในการดำเนินการรวมทั้งสิ้น 3 ปี โดยตลอดระยะ 3 ปี จะมีการดำเนินกิจกรรมหลัก ๆ คือ 
1. ฝึกอบรมให้เจ้าหน้าที่ที่อยู่ในโครงการ ให้มีศักยภาพและความพร้อมในการให้คำปรึกษา และ
    ดำเนินงานเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการเพื่อสังคม
2. ส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประการเพื่อสังคมในท้องถิ่น โดยการลงพื้นที่จริง เก็บรวบรวมข้อมูล    
    และวิเคราะห์ปัญหาและหาแนวทางในการแก้ปัญหาให้แก่ผู้ประกอบการเพื่อสังคม
3. จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ (Social Entrepreneurship Knowledge Hub: SEKH) เพื่อให้ 
    คำปรึกษา และสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน
ซึ่งทั้ง 3 กิจกรรมดังกล่าวข้างต้นแบ่งออกเป็น กิจกรรมย่อย ๆ ได้ทั้งหมด 7 WorkPackages



วัตถุประสงค์ของการจัดทำโครงการ
เพื่อเพิ่มศักยภาพการบุคลากร อาจารย์ นักวิจัยในมหาวิทยาลัยที่ทำหน้าที่สนับสนุน หรือสร้างผู้ประกอบการทางสังคม (Social Entrepreneurship) และเพื่อสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยปรับตัวเองสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการสร้างผู้ประกอบการ สร้างสรรค์งานวิจัย และนวัตกรรมที่สามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ท่ามกลางการการถูก Disruption ของธุรกิจหลาย ๆ ธุรกิจ นอกจากนี้แล้วโครงการ STEP uP ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างศูนย์การเรียนรู้ (SEKH) ขึ้นภายในมหาวิทยาลัยเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ และเป็นศูนย์การถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อยกระดับและสร้างขีดความสามารถการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการในท้องถิ่น โดยเฉพาะผู้ประกอบการเพื่อสังคม



ทำไมถึงเลือกลงสู่ชุมชนที่อำเภอนี้
         จากการวิเคราะห์ SWOT ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนของจังหวัดมหาสารคาม รวมถึงการวิเคราะห์เชิงภูมิศาสตร์ (ภายในขอบเขตจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์) ทำให้ทราบจุดแข็งของจังหวัดมหาสารคามคือ เป็นจังหวัดที่ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ไม่ว่าจะเป็น ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย และอื่นๆ นอกจากนี้แล้วจังหวัดมหาสารคามยังมีนโยบายที่จะผลักดันให้จังหวัดมีความโดดเด่นด้านสมุนไพร เป็นเมืองแห่งสมุนไพร ดังกล่าวข้างต้น เพื่อใช้ประโยชน์จากความโดดเด่น หรือความได้เปรียบด้านการเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่พร้อมด้วยเรื่องของงานวิจัย นวัตกรรม และองค์ความรู้ พัฒนาให้สอดคล้องกับนโยบายของจังหวัด ทำให้คณะผู้ดำเนินเนินโครงการ STEP uP (MSU) ได้ข้อสรุปตกลงที่จะดำเนินโครงการ และจัดตั้ง MSU SEKH โดยมุ่งเน้นเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการเพื่อสังคมด้านสมุนไพร และด้านการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร โครงการ STEP uP เป็นโครงการที่ร่วมมือกันของหน่วยงานภายใน 2 หน่วยงาน คือ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และศูนย์ความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งศูนย์ความร่วมมือ ฯ เป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นภายในมหาวิทยาลัยมามากกว่า 10 ปี ทำหน้าที่สนับสนุนและบ่มเพาะผู้ประกอบการในท้องถิ่น ซึ่งมีผู้ประกอบการที่อยู่ภายใต้การบ่มเพาะอยู่มากมาย จากการพิจารณาคุณสมบัติ และศักยภาพของผู้ประกอบการ ผู้ประกอบการไร่สดใส (คุณดวงเดือน ปติตังโข หัวหน้าวิสาหกิจแปรรูปสมุนไพร ไร่สดใส) ตั้งอยู่ที่ อ.วาปีปทุม จ.มหาสาคาม ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ทำเกี่ยวกับสมุนไพรแปรรูป โดยเน้นที่สมุนไพรที่มีอยู่ในท้องถิ่น คือ ขมิ้น ไพร ขิง ข่า ตะไคร้ เป็นต้น  มีสมาชิกที่ดำเนินงานร่วมกันในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนไม่น้อยกว่า 50 ผู้ประกอบการ โดยส่วนใหญ่ทำการแปรรูปสมุนไพร (เช่น ผงขมิ้น แคปซูลสมุนไพร เป็นต้น) และส่งจำหน่ายให้แก่โรงพยาบาลในจังหวัดมหาสารคาม